**บทความเก่าเมื่อ 2007-10-26

มีอยู่วันหนึ่งผมได้หาเว็บโหลดข้อมูล Ebook เพื่อที่จะเอามาประกอบการเรียน ก็ไปเจอที่เว็บไซต์จีนเว็บหนึ่ง ซึ่งผมก็ได้เพิ่มลิงค์ไว้ให้ล่ะ แต่เผอิญไฟล์วันนั้นที่โหลดรู้สึกจะอยู่ที่ราว ๆ 3 GB กว่า ๆ สาหัสสากันต์พอสมควรครับ คิดว่าจะโหลดเสร็จ..ที่ไหนได้หลอกให้โหลดไปหลายชั่วโมงและมีหน้าต่างแจ้งว่า ไม่สามารถบันทึกได้ ผมละสงสัยจริง ๆ เลย ก็เคยโหลดไว้ในเครื่องเพื่อนนี่น่า แล้วทำไมวันนี้โหลดไม่ได้ล่ะ  ก็เลยไปหาสาเหตุมา ก็เลยได้บทความนี้มาฝากกันครับ

หลังจากเจอปัญหาผมเลยไล่เช็คเปรียบเทียบระหว่างเครื่องผมกับเครื่องเพื่อน ทุกอย่างใกล้เคียงกัน แต่มีอยู่อย่างเดียวที่ไม่เหมือนกัน นั่นก็คือ ระบบจัดเก็บไฟล์ของฮาร์ดดิสก์ คือของผมจะเป็น FAT32 ส่วนของเพื่อนจะเป็น NTFS ผมเลยคิดว่าอันนี้น่าสงสัยที่สุด ก็ต้องมาลองดูกันสักหน่อย บางคนอาจจะมีคำถามในใจว่า รู้ได้ไงว่าเครื่องเรามีระบบจัดการไฟล์แบบไหน อ้าวมาทำดูก็แล้วกันครับ

วิธีดูระบบจัดเก็บไฟล์ในเครื่องของเรา

1. คลิกขวาที่ Drive ที่เราจะดู

2. เลือกที่คำสั่ง Properties

3. สังเกตดูผลลัพธ์ จะบอกว่าเป็นแบบ FAT32

พอเช็คแบบนี้ผมเลยไปหาข้อมูลมาสนับสนุนความคิดตัวเองว่า คิดถูกหรือไม่ ได้ข้อมูลมาดังนี้ครับ(ผมขอสรุปเป็นข้อ ๆ ละกันจะได้ง่าย) ดังนี้

NTFS (New Technology File System)
-ออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบ ปฏิบัติการ Windows NT โดยเฉพาะ
-เป็นระบบไฟล์ที่ออกแบบเพื่อให้มีศักยภาพในการประมวลผลข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ และนำมาใช้กับระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่ต้องมีการควบคุมระบบความปลอดภัย
-สนับสนุนการตั้งชื่อไฟล์หรือ ไดเร็คทอรี่แบบยาว ได้ถึง 255 ตัวอักษร
-มีความสามารถในการบีบอัดข้อมูล (File Compression)ให้ได้พื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น โดยไฟล์ที่เก็บข้อมูลเป็นตัวอักษรจะบีบอัดได้ประมาณ 50 % ถ้าเป็นไฟล์แบบ .exe จะประหยัดเนื้อที่ได้ประมาณ 40 %
-มีความสามารถในการกำหนดสิทธิ์ (Permission) การเข้าถึงข้อมูลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ว่าให้ใครเข้าถึงข้อมูลไฟล์ไหนได้บ้าง แล้วสามารถอ่านได้อย่างเดียวหรือ แก้ไขได้ด้วย
-มีความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลได้
-NTFS สามารถรองรับขนาดของไฟล์และพาร์ติชันได้ใหญ่กว่า แบบ FAT ในทางทฤษฎีสามารถรองรับขนาดของไฟล์และพาร์ติชันรวมกันได้ถึง 16 Exabyte (EB) แต่ในทางปฎิบัติ สามารถรองรับขนาดของไฟล์ได้ 4-64 GB ส่วนขนาดของพาร์ติชันรองรับได้ 2 TB
-มีความสามารถจัดการกับ Cluster ที่เกิดปัญหา ซึ่งจะใช้วิธีการที่เรียกว่า Bad- Cluster Mapping คือเมื่อระบบพบว่ามี Bad Sector บน Harddisk ก็จะจัดหา Cluster ใหม่แล้วย้ายข้อมูลจาก Cluster เก่ามาใส่ให้โดยอัตโนมัติ จากนั้นจึงกำหนด Cluster เก่าเป็น Bad Sector
-ใน ระบบ FAT จะ ไม่สนับสนุนการบีบอัดข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล และไม่มี Feature ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งต่างกับระบบ NTFS
-ข้อเสียของ ของ NTFS ในยุคของ Windows NT คือไม่สามารถมองเห็นฮาร์ดดิสก์ที่เป็น File System แบบ FAT และในทางกลับกันระบบ FAT ก็จะมองฮาร์ดดิสก์ที่เป็น NTFS ไม่เห็นเช่นกัน
-แต่เมื่อมีระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP ทำให้ฮาร์ดดิสก์ที่มีระบบไฟล์แบบ NTFS สามารถมองฮาร์ดดิสก์ที่มีระบบไฟล์แบบ FAT ได้ เพราะ ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP มีความสามารถในการสนับสนุน File System ทั้งแบบ FAT และ NTFS ทำให้ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP สามารถที่จะมองฮาร์ดดิสก์ทั้งแบบ NTFS และ FAT
-ถ้า Shutdown แบบไม่ถูกครรลองประเพณี(FAT32) จะต้องมา check disk กันทุกครั้งแต่ถ้าเป็น NTFS มันจะไม่ค่อย check diskยกเว้นกรณีที่ Map และ Index ของ NTFS เกิดเสียหายถึงจะ check disk

อ่ะ ที่นี่เราค่อนข้างแน่ใจล่ะว่าต้องเป็นแบบนี้แน่นอน เราก็มาลองเปลี่ยนระบบดูครับ ที่นี้การที่เราจะเปลี่ยนระบบนั้นปกติเราต้อง format ฮาร์ดดิสก์ถึงจะสามารถเลือกรูปแบบระบบจัดเก็บไฟล์ได้ใช่ไหมครับ แต่ผมมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นครับ มีลำดับขึ้นตอนดังนี้

วิธีการแปลงระบบจัดเก็บไฟล์

1.ไปที่เมนู START

2.คลิกที่เมนู RUN จะปรากฏหน้าต่างแบบนี้ขึ้นมา(ดังรูป)

3.ให้พิมพ์  Convert X: /FS:NTFS     โดยที่ X คือ Drive ที่เราจะเปลื่ยน และระหว่าง Drive: กับเครื่องหมาย / ต้องมีเว้นวรรคด้วยนะครับ  ตัวอย่างเช่น Convert E: /FS:NTFS หมายความว่าตอนนี้ผมกำลังจะเปลี่ยน Drive E: ให้เป็นระบบ NTFS

4.กด ok แล้วจะมีปุ่มให้กดยืนยันชื่อที่เราต้องจะตั้ง ก็ให้ท่านตั้งไปตามต้องการครับ แล้วกด yes ไปเรื่อย ๆ แล้วกด Enter เพื่อรีสตาร์ทเครื่องใหม่ และพร้อมใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่