“งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข … ทำงานให้สนุก และเป็นสุขเมื่อทำงาน…” คำพูดนี้ผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับผมมากที่สุดในตอนนี้ จนคิดว่านี่คือคติประจำใจไปซะล่ะ  เพราะทำอะไรตอนนี้รู้สึกว่ามีความสุขซะเหลือเกินกะการทำงาน อย่างอื่นก็มีนะ แต่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่คงเส้นคงว่า มีปัญหาบ้าง จนมีคำที่น่าคิดอยู่หลายคำเลย ไม่ว่าจะเป็น ตบมือข้างเดียวมักจะไม่ดัง พ่อไม่เข้าใจตุ้ม และที่น่าขำคือ โฆษณาทาโร่ (เกี่ยวกันยังไงเนี้ย)

บางครั้งชวนให้นึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ (เกี่ยวเนื่องไงหว่า) สมัยตั้งแต่ยังเด็ก ๆ หัวใจวัด ๆ คืออ่านธรรมะเยอะ นึกว่าเข้าใจตอนนั้น พอได้ยินเรื่องไรแปลก ๆ หน่อย (เสริมกับทำชิวิตเหมือนนักวิทยาศาสตร์) มักจะอดขำผู้ใหญ่ไม่ได้ อย่างเช่น ผมเคยเห็นคนที่เข้าใกล้วัยที่เขาเรียกกันว่า เบญจเพศ(ย่างเข้า 25) มักจะเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิด อะไรประมาณนี้ ตอนนั้นผมอดขำไม่ได้จริง ๆ (เส้นตื่นอ่ะสิ) และให้เหตุผมกับตัวเองว่า คนเราจะดี จะชั่ว ที่ที่การกระทำทั้งนั้นเป็นตัวกำหนด คิดดี ทำดี จะไม่ได้ดีเชียวหรือ (แหม ดีเชียว เด็กน้อยไร้เดียงสา) และเขาก็จะมาทำบุยบ้าง เพื่อให้สบายใจ อันนี้ถูกกกก (ความอยู่รอดของตัวเองอ่ะสิ) 555++(หัวเราะแบบไร้ที่มา) ทีจะบ้าก็บ้าได้ใจ ต่อ ๆ คือผมไม่ได้ว่านะว่า มันผิด แต่ทำแล้วเราสบายใจ และเลือกที่จะทำบุญทำกุศล ผมคิดว่า นั่นคือวิธีเลี่ยงภัยอย่างหนึ่งนะ ถ้าสมมุติว่า เราไปทำอย่างอื่น ก็อาจจะเกิดอะไรขึ้นอย่างไม่คิดก็ได้ เพราะอะไรก็ไม่แน่นอน เราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ และภัยไม่ได้เกิดแค่ช่วงวัยนี้เท่านั้น ตราบใดที่เรายังประมาทกับการใช้ชีวิต ผมว่านั่นแหละ อันตรายมาหาเราทุกเมื่อ (สาธุ) เหมือนกับทุกวันนี้ ผมก็เคยกับตัวเองอย่างจัง ไม่ใช่อุบัติเหตุนะ เพราะผมไม่ชอบการเดินทางในที่ไกล ๆ มักอยู่เป็นที แต่ไม่นาน เต็มที่ 3 ปีย้ายที่ครั้งหนึ่ง ประมาณนี้ นั่นอาจจะเป็นเพราะเหตุผลส่วนหนึ่ง และส่วนมากจะเป็นเหตุผลด้านการเรียนซะส่วนใหญ่ คือย้ายที่เรียน ก็ต้องย้ายที่พักตลอด

ส่งที่ผมเจอกับตัวเอง ก็เลยมาในรูปแบบอื่นซะส่วนใหญ่ ส่วนมากมีผลต่อจิตใจส่วนใหญ่ เกือบทุกด้าน ไม่รุ้เป็นเพราะผมเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดของคนมากไปหรือเปล่า บางทีแค่คำไม่กี่คำ ก็ทำให้เราคิดโน้นคิดนี่ได้ เป็นเรื่องเป็นราว คิดเป็นตุเป็นตะ คือรู้นะว่า แบบนี้ไม่น่าจะดี แต่มันทำยากซะเหลือเกิน ก็ดันเป็นตั้งแต่จำความได้ แต่ในความที่เป็นแบบนี้ ก็มีส่วนทำให้ได้ทุกวันนี้เช่นกัน ส่วนหนึ่งทำให้รอบคอบขึ้น เก็บรายละเอียดต่าง ๆ ได้ดี และมักจะจำนานซะด้วย เพราะมันวนอยู่ในสมองตลอดเลย ซ้ำไปซ้ำมา จึงเป็นเหตุให้ผมเรียนไร มักจะจำได้ค่อนข้างแม่น (ยกเว้นที่จำไม่ตรงกับที่ออกข้อสอบ เหอะๆ ซวยไป) รู้สึกวันนี้บ่นเยอะนะเนี้ย ไปเรือ่งอื่นดีกว่า

มาดูวันนี้ครับ ส่วนบน(ช่วงบ้า เพ้อเจ้อ) เริ่มจากได้นอนก็ปาเข้าไปตอนบ่าย 2 โมงล่ะมาตื่นเอาตอน 5 โมงเย็น (อีกแล้ว) ก็ตื่นมาตามเดิมครับ อาบน้ำ (ลืมแปรงฟันนิ) แปรงฟัน (อยุ่นี่) แต่งตัว (เฮ้ย ไม่ถูสบู่เหรอ) เออ ลืม ถูสบู่ ล้างน้ำ (พวกจ้องจับผิดอีก) แต่งตัว และก็ปั่นจักรยานคู่ใจ ไปเรียน วันนี้สำคัญอีกวันหนึ่งด้วยนะ เพราะอาจารย์ผู้สอนกลับมาจากอินเดียแล้ว จะได้เรียนสักที วิชานี้คือ วิเคราะห์และออกแบบระบบ จึงเป็นสิ่งจูงใจให้ผมเรียนอย่างมาก (กะเอาทุกวิชา รางวัล ๆ ท่องไว้) และเป็นพื้นฐานเข้าสู่วิชาดาต้าเบสด้วย(แต่เรียนแล้ว) เนื่องจากสายงานอาชีพที่ผมชอบทำคือเป็นนักโปรแกรมเมอร์จะต้องเกี่ยวเนื่องด้วยแน่ ๆ เลยจำเป็นต้องรู้ ก็เลยต้องอยากเรียนวิชานี้เป็นสองเท่า แต่พอถึงห้องเรียนก็ได้เรียนนิดเดียวเอง (ไปสายเองนี่หว่า) ก็ได้กลับล่ะ แต่ก็พอจะรู้คร่าว ๆ ว่า เราเรียนวิชานี้เพื่ออะไร เอาไปใช้อะไร ก็เป็นธรรมดาที่ต้องรู้ เพราะคณะนี้เน้นมาก คือต้องบอกวัตถุประสงค์ที่เรียนก่อนว่าเราเรียนเพื่ออะไร นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง  เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากเป็นผู้ให้ที่ดี เป็นเรือจ้างที่ดีในอนาคต ก็จำเอาสิ่ง ๆ ดีที่เป็นตัวอย่างที่ดี ไปใช้ด้วย ท่องเอา ๆ

พอเรียนเสร็จก็ไปส่งหัวใจดวงน้อย ๆ ฝากกลับบ้านเกิด แล้วอันใหญ่ละ งานไง(ถามได้) และก็ไปทานข้าวเช้า กลางวัน และก็เย็น ทีเดียวเลย 555+ (ตอนเที่ยงคืนเนี้ยนะ) และเข้าสู่การทำงานอีกรอบ ขวดแห่งความสุขกำลังเติมเต็ม จนไม่อยากลุกไปไหน แต่เวลาสิ ไม่เป็นใจเอาซะเลย (วิ่งเร็วจริง ๆ) เผลอแปปเดียวก็เช้าซะล่ะ ไปนอนดีกว่า ได้เวลานอนเราล่ะ เหอะ ๆ