เหตุ

กำลังดำเนินการ

มาลุยกันต่อกับแหล่งข้อมูลดี ๆ ครับ บางคนอาจจะคิดว่าผมหมดมุขเล่น ไม่มีไรจะเขียนแล้วเลยหันมาทำพวกนี้  เปล่าครับ  ตอนนี้บางบทความกำลังกรอง บางบทความต้องการข้อมูลเสริม บางบทความต้องผ่านการทดสอบจากผมเรียบร้อยแล้ว  นั่นแหละคือขั้นตอนการทำงานของผม ไม่ใช่ผมจะไปอ่านแล้วก็ก๊อปมานะ

ความจริง

บางบทความเกิดจากประสบการณ์โดยตรงผมเอง  ลองผิดลองถูก และบางทีอาจจะเกิดจากการอ่านบ้าง แล้วค่อยมาคัดสรร แต่งเติม และทดสอบว่าได้ผลจริงไหม  สุดท้ายผมจะถ่ายทอดในมุมมองของผมเอง  ผมยอมรับว่าบางบทความเกิดจากการอ่านของท่านอื่นมา

ที่มาของความจริง

ผมเชื่อว่า ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด และไม่มีใครรู้มาแต่เกิด ทุกอย่างเหมือนการเดินทาง เราผ่านอะไรมาบ้าง เราเจออะไรมาบ้าง สะสมเป็นประสบการณ์ และคำว่าประสบการณ์นั้นแหละ เราได้มาจากไหน เหมือนกับที่เราเรียนทฤษฎีต่าง ๆ ในตำรานั่นแหละ ถามว่า เราเรียนรู้จากไหน คำตอบคือเราเรียนรู้จากบุคคลที่เป็นที่ยอมรับในเรื่องนั้นๆ บ้าง  ข้อตกลงของสังคมบ้าง และย้อนกลับไป บุคคลเหล่านั้น ข้อตกลงเหล่านั้น เกิดจากอะไร???

ลองคิดดูให้ดี เราเรียนรู้จากธรรมะ  ขยายความก็คือ เราเรียนรู้จากธรรมชาติ เพราะธรรมะก็คือธรรมชาตินั่นแหละ  ขอยกตัวอย่างสักตัว คือ เรื่องของข้อตกลงของสังคม ที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันในนามว่า “กฎหมาย” ผมถามว่า มันมีกันตอนไหน มีมาเป็นล้าน ๆ ปีหรือยัง แต่มันมีตอนที่มีปัญหา ใช่หรือไม่  มันเกิดตอนมีข้อขัดแย้งและหาข้อสรุปไม่ได้หรือไม่ มันเลยต้องมีข้อตกลงตรงกลางและ ถูกใจทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญไม่ผิดไปจากธรรมชาิติ

และนี่คือที่ไปที่มา ที่ผมอยากบอกว่า ทุกวันนี้เราไม่ได้เกิดมาบนโลกในยุคที่กำลังสร้าง อาจจะมีบางสิ่งที่กำลังสร้างก็มีอ่ะนะ แต่ส่วนใหญ่ยุคนี้เป็นยุคต่อเติม  เสริมแต่ง ให้พัฒนามากกว่าเดิม  นั่นคือเหตุและผล จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องไปนั่งเรียนทฤษฎีฟิสิกส์บ้าง หลักคณิตศาสตร์บ้าง เพื่ออะไร เพื่อมาดำเนินชีวิต ดำเนินกิจกรรมในสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า  โดยไม่ต้องไปทดลองเหมือน โทมัส อัลวา เอดิสัน เพราะสิ่งที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราเรียนรู้เพราะ เราจะำทำอย่างไรให้มันดีกว่าเดิม แต่ก่อนที่เราจะทำให้มันดีกว่าเดิม เราต้องรู้ว่าของเดิมนั้นมันเป็นอย่างไร

หลักที่ทำให้เกิดที่มาของความจริง

และแน่นอน นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย มีความเชื่อเดียวกัน เมื่อพิจารณาแล้วก็คล้าย ๆ  กับ หลักกาลามสูตร ในพุทธศาสนานั่นเอง คือ

  1. ไม่เชื่อเพราะฟังบอกต่อ ๆ กันมา
  2. ไม่เชื่อเพราะทำตาม ๆ กันมา
  3. ไม่เชื่อตามเสียงที่กำลังเล่าลือ (ประเด็นร้อนทางสังคมนั่นแหละ ออกข่าวตูม ๆ )
  4. ไม่เชื่อเพราะมีเขียนไว้ในตำรา
  5. ไม่เชื่อเพราะมันถูกตามตรรกะ (เพราะข้อมูลผิด ป้อนผิด มันยังทำงานผิดเลย)
  6. ไม่เชื่อเพราะปรัชญาบอกไว้
  7. ไม่เชื่อด้วยอาการตรึกตามอาการ(ปัจจุบันเรียกว่า คอมม้อนเซ้นต์ นั่นแหละ)
  8. ไม่เชื่อเพราะมันทนได้ เข้ากันได้(เพราะเหตุผิด ผลก็ผิดตาม)
  9. ไม่เชื่อเพราะคนพูดเป็นคนน่าเชื่อถือ
  10. ไม่เชื่อเพราะคนพูดเป็นอาจารย์เรา

ว่าง ๆ ก็ลองไปอ่านรายละเอียดได้ที่ dhamma4u.com ด้วยหลักการเหล่านี้แหละ จึงเกิดนักวิทยาศาสตร์มากมายบนโลก  พยายามพิสูจน์ข้อสงสัยเหล่านั้น

ผล

ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่พยายามเอาหลัก กาลามสูตร มาใช้  ทุกครั้งจึงต้องทดลองก่อนบอกกล่าว พยายามให้ผิดน้อยที่สุด  ถ้ามีข้อผิดพลาดก็ชี้แนะด้วยครับ  และด้วยข้อมูลข้างต้น เลยทำให้ต้องคิดหาวิธีของตัวเอง โดยการพิสูจน์ก่อนบอกต่อ  แต่อาจจะผิดก็ได้นะ ยังไงก็ลอง ๆ ไปกรองอีกทีละกัน   อย่าเชื่อผมมาก อาจจะหลอกก็ได้ ใครจะไปรู้

วันนี้เลยเอาข้อมูลมาให้พิจารณาไปทดลองเองกันอีกเว็บหนึ่ง (แหม กว่าจะโมเข้ากับธรรมะเสร็จ) ก็เป็นแหล่งข้อมูลดิบ ไม่ดิบบ้าง  เข้าไปเยี่ยมชมกัน

resourcedd2

เขามีชื่อว่า snipplr.com ครับ เขามีดีอย่างไร ที่เชิญชวนเราให้เข้าไปที่บ้านเขาได้ นี่ไงครับ

resourcedd2-1

แนะนำ หลายภาษาเปล่าล่ะ เยอะมาก เป็นทริคเล็ก ๆ น้อย  ๆ ที่บางทีอาจจะช่วยเราได้จากการโดนเจ้านายบีบเวลาเร่งรัด  แต่ แค่นั้นยังไม่พอ (เพราะตัดมาเป็นสองส่วน ฮา)

resourcedd2-2

โอ้ววว เยอะมาก  ไปดูดเร็วววววววว

ก่อนไป

ขอบคุณ dhamma4u.com ที่ทำให้ความจำที่กำลังจะเลือนลางหายไป กลับขึ้นมาชัดเจนมากขึ้น และเจ้าบ้านหลังที่สอง ที่สร้างบ้านที่มีประโยชน์ให้เยี่ยมชม