คุณ…เป็นนักลงทุนแบบไหน??????

ภาวะเศรษฐกิจบ้านเมืองตอนนี้ย่ำแย่เสียนี่กระไร  หลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กำลังจะผ่านพ้นไป  เมืองไทยก็ต้องเจอศึกภายในที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ศึกข้างนอก เศรษฐกิจที่นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ให้ความเห็นว่าปีนี้ หลังจากที่เกิดวิกฤตโลกแล้ว เศรษฐกิจกลุ่มประเทศแถบเอเชียจะฟื้นตัวและกลายเป็นพี่บึ้มใหญ่ มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้นกว่าเดิม เริ่มจาก พี่ใหญ่จีน ตามมาด้วย อินเดีย ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ระดับโลก  ดูแล้ว เหตุการณ์กำลังจะไปได้สวยที่เดียว…..

แต่แล้วเหตุการณ์ก็เหมือนกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด  ปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่ม EU หรือกลุ่มประเทศ(ไฮโซ)โซนยุโรป ก็เริ่มส่งเค้าความเน่าเหม็นที่เกิดจากการหมักหนมของภาครัฐบาลต่อภาวะค่าเงินยูโรและหนี้สาธารณะที่มากกว่า GDP   ส่งผลกระทบละลอกใหม่กับภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งในตอนแรก ผู้วิเคราะห์ก็ยังมองโลกในแง่ดี  บอกกับพวกเราชาวโลกว่า วิกฤตนี้จะไม่ส่งผลลุกลามจนทำให้เศรษฐกิจโซนยุโรปล่ม  แต่อย่างใด  เหตุการณ์ต่างๆ ก็ส่อเค้าว่าจะเกิดวิกฤตโลกรอบที่สองขึ้น  แล้วเรื่องพวกนี้เกี่ยวกับพวกเรายังไงเนี่ย…..(ทำหน้าสงสัย)

จากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี ภาครัฐหลายประเทศมีนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ว่า  สิ่งที่กระทบ  เราๆ   ท่านๆ   คนทำงานกินเงินเดือนอยู่ก็คือ ภาวะอัตราดอกเบี้ย ไม่ว่าจะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือดอกเบี้ยเงินกู้   ยกตัวอย่างเช่น

1.  อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคารส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ต่ำมาก คือ 0.50 % หมายความว่า ฝากเงินวันนี้ 100 บาท สิ้นปีจะได้ดอกเบี้ย 50 สตางค์ รวมกันเป็นเงิน 100.50 บาท  (แหมเยอะจริงๆ ไม่รู้จะใช้หมดหรือเป่า)

2.  อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 3%  หมายความว่า  มีเงินวันนี้ 100 บาท ซื้อน้ำได้ 5 แก้ว (แก้วละ 20 บาท)   สิ้นปีนี้เงินที่มี 100 บาท  ซื้อน้ำได้ 4 แก้ว (แก้วละ 25 บาทโดยประมาณ)  ซึ่งจะเห็นได้ว่า ค่าเงินมันลดค่าลง  พูดแบบง่ายๆ ก็คือ ราคาสินค้าจะขึ้นเท่าอัตราเงินเฟ้อ  (ภาษาทางการเรียกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) เอาตัวอย่างใกล้ตัว เมื่อก่อน รุ่นพ่อรุ่นแม่ ก๋วยเตี๋ยวถ้วยละ สลึง กินอิ่มไปเป็นวัน   แต่ตอนนี้ ถ้วย   30  จับตะเกียบ  คีบ  สองทีก็หมด

แล้วที่นี้ พวกเรา คนทำงานกินเงินเดือน มีรายได้เป็นประจำทุกเดือน จากสามัญสำนึกการเป็นคนที่มีความประหยัดและอดออม ก็อยากจะสร้างอนาคตด้วยการเก็บเงินออมไม่ว่าจะเป็นการออมเงินในรูปแบบฝากประจำ หรือว่าฝากไว้เฉยๆๆในธนาคาร(อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าเงินมันไม่หายไปไหน บอกกับใครๆได้ว่า กรู ก็เป็นคนมีเงินคนหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันออกจะน้อยนิดก็ตาม)

แล้วงัยหล่ะที่นี้ ดูจากอัตราเงินเฟ้อหักกลบลบกันกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว เงินที่มีน้อยอยู่แล้ว คงต้องน้อยไป เรื่อยๆ ในอนาคต  เห็นที   จะต้องคิดการใหญ่ เริ่มนำเงินมาทำอะไรซักอย่างซะแล้ว

เริ่มปฏิบัติการ

เห็นในทีวี ช่วงนี้ก็มีวิธีทำเงินให้ออกลูกออกหลาน อยู่หลายอย่าง  แต่ถามตัวเองก็ยังไม่มีความรู้มากพอ แล้วจะมีวิธีไหนที่เหมาะกับตัวเองบ้างหล่ะ ทำแบบไหนที่ว่าเงินจะมีแต่งอก ไม่มีวันเจ้ง  วันนี้ลองมาทำแบบทดสอบว่าคุณเป็นนักลงทุนแบบไหนกันดีกว่า

ตามทฤษฏีการเงิน  นักลงทุนแบ่งออกเป็น 3 ประเภท หลักๆ  ได้แก่

  1. แบบชอบเสี่ยง (Risk lover)  นักลงทุนพวกนี้สนใจแต่กำไรไม่สนใจความเสี่ยงที่จะขาดทุน
  2. แบบกลัวความเสี่ยง (Risk averse)  นักลงทุนพวกนี้สนใจว่าจะมีโอกาสขาดทุนมากกว่าโอกาสจะเกิดกำไร
  3. แบบไม่สนใจความเสี่ยง (Risk-Neutral)  นักลงทุนพวกนี้ไม่สนใจเรื่องความเสี่ยง โดยไม่นำความเสี่ยงมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการตัดสินใจลงทุน สนใจแต่ความพอใจของตัวเองเป็นหลัก เรียกว่า ชอบเอาแต่ใจตัวเองสุดๆ

คิดกันแบบง่ายๆ เลยละกัน (หลังจากที่งงกันมามากแล้วและเริ่มเบื่อ)  ถ้าคุณเป็นคนที่รักความเสี่ยง  (Risklover) การลงทุนของคุณก็ต้องลงทุนในอะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงสูงๆ(เสี่ยงในที่นี้หมายความว่ายิ่งเสี่ยงจะเจ้งมาก ผลตอบแทนก็จะมาก) อย่างเช่น หวย  ซื้อหวยสลากกินแบ่งแค่ไม่กี่บาท ถ้าถูกรางวัลที่หนึ่ง  ก็หลักหลายล้าน   ถึงแม้โอกาสจะถูกมีน้อยกว่า 1 ใน ล้าน เป็นต้น

ถ้าคุณเป็นคนที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk -averse) ารลงทุนของคุณก็ต้องไปในแนวที่ไม่เสี่ยงเอามากๆ เช่น ฝากประจำ  พันธบัตรรัฐบาล ดอกเบี้ยที่ได้ก็นิดหน่อยไม่มาก แต่ถ้ามาก ก็ต้องใช้เวลานานอย่างพันธบัตรที่มีระยะเวลา 5 ปี

ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่สนใจความเสี่ยง  (Risk-Neutral) การลงทุนของคุณก็สนในแต่ผลกำไรขาดทุนเป็นหลัก โดยไม่สนใจความเสี่ยง ก็คงจะครึ่งๆ แต่น่าจะหนักไปทาง risk lover มากกว่า แต่อีกในหนึ่งก็คงจะกล่าวได้ว่า เป็นพวกไม่นำความเสี่ยงที่มีอยู่มาเกี่ยวข้องกับการตัดสิน  เป็นพวกมั่นใจในตัวเองสุดๆ ถึงขนาดที่ว่าใช้ความคิดของตัวเองเป็นหลัก  ยึดหลักผลตอบแทนที่ตัวเองพอใจ ว่างั้น

แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนแบบไหน การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง คิดให้ดีก่อนนะค่ะเพราะว่าไม่ว่าจะเป็นเงิน 1 บาท หรือเงิน 1 ล้านบาท ทุกบาทล้วนแต่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงงาน รวมถึงสภาพจิตใจที่ต้องต่อสู้กับเจ้านาย  ชนิดที่เลือดตาแทบกระเด็น แต่แอบหวังว่าถ้าเพื่อนๆ รวยแล้ว ก็อย่าลืมกันเด้อคร้า….

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจการลงทุน